บาร์โค้ดเก็บข้อมูลอะไรได้บ้าง? คำถามที่หลายคนสงสัยเมื่อเห็นแถบสีดำสลับขาวบนบรรจุภัณฑ์สินค้า กล่องพัสดุ หรือฉลากในคลังสินค้า เพราะบาร์โค้ดขนาดเล็กสามารถช่วยให้ธุรกิจระบุสินค้า ตรวจสอบข้อมูล และติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
คำตอบคือ บาร์โค้ดสามารถเก็บข้อมูลได้หลายประเภท เช่น รหัสสินค้า (Product Code), หมายเลขประจำสินค้า (Serial Number), หมายเลขล็อตการผลิต (Lot Number), วันที่ผลิต วันหมดอายุ หรือข้อมูลที่ใช้ระบุสินทรัพย์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของบาร์โค้ดและมาตรฐานที่เลือกใช้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางอย่าง เช่น ชื่อสินค้า ราคา จำนวนคงเหลือ และตำแหน่งจัดเก็บ อาจไม่ได้บันทึกอยู่ภายในบาร์โค้ดโดยตรง แต่ถูกเรียกแสดงจากฐานข้อมูลเมื่อสแกนรหัสสินค้า
บทความนี้ OGA International จะพาไปทำความเข้าใจว่าบาร์โค้ดเก็บข้อมูลอะไรได้บ้าง แตกต่างกันอย่างไรระหว่างบาร์โค้ด 1D และ 2D และธุรกิจควรเลือกใช้บาร์โค้ดประเภทใดให้เหมาะกับการทำงาน
บาร์โค้ด (Barcode) คืออะไร?
บาร์โค้ด (Barcode) คือสัญลักษณ์ที่ใช้เข้ารหัสข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องอ่านบาร์โค้ดสามารถอ่านและถอดรหัสได้ โดยมีทั้งรูปแบบเส้นแท่งหนึ่งมิติ (1D Barcode) และรูปแบบสองมิติ (2D Barcode) เช่น QR Code และ Data Matrix
เมื่อใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ด (Barcode Scanner) อ่านรหัส ข้อมูลที่ถอดรหัสได้จะถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์หรือระบบซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ค้นหาข้อมูลหรือบันทึกธุรกรรม เช่น การรับสินค้า การขายสินค้า และการเบิกจ่ายสินค้าจากคลัง
ตัวอย่างเช่น เมื่อพนักงานร้านค้าสแกนบาร์โค้ดบนสินค้าหนึ่งชิ้น ระบบ POS จะนำรหัสสินค้าที่อ่านได้ไปค้นหาชื่อสินค้าและราคาขายจากฐานข้อมูล ก่อนแสดงรายการบนหน้าจอ
ดังนั้น บาร์โค้ดจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับข้อมูลในระบบได้อย่างสะดวกและแม่นยำ
บาร์โค้ดเก็บข้อมูลอะไรได้บ้าง? 7 ประเภทข้อมูลที่พบบ่อย
ข้อมูลที่บาร์โค้ดสามารถบันทึกหรือใช้เป็นรหัสอ้างอิงมีดังนี้
1. รหัสสินค้า (Product Code / SKU / GTIN)
รหัสสินค้าเป็นข้อมูลพื้นฐานที่นิยมใช้ในระบบบาร์โค้ด เพื่อระบุว่าสินค้าที่สแกนคือสินค้าใด
ตัวอย่างข้อมูล:
- รหัส SKU สำหรับจัดการสินค้าภายในองค์กร
- หมายเลข GTIN สำหรับระบุสินค้าตามมาตรฐาน GS1
- รหัสสินค้าในระบบ POS หรือระบบคลังสินค้า
ตัวอย่างเช่น ร้านค้าปลีกใช้บาร์โค้ด EAN-13 เพื่อระบุรายการสินค้า เมื่อสแกนแล้ว ระบบจะค้นหาชื่อสินค้าและราคาขายที่สัมพันธ์กับรหัสดังกล่าว
ประโยชน์: ช่วยลดความผิดพลาดในการระบุสินค้า และเพิ่มความรวดเร็วในการขายหรือจัดการสต๊อก
2. หมายเลขประจำสินค้า (Serial Number)
Serial Number คือหมายเลขเฉพาะที่ใช้แยกสินค้าแต่ละชิ้นออกจากกัน แม้เป็นสินค้ารุ่นเดียวกัน
ตัวอย่างการใช้งาน:
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- เครื่องจักรอุตสาหกรรม
- อุปกรณ์ทางการแพทย์
- สินค้าที่ต้องติดตามการรับประกัน
บาร์โค้ดที่รองรับการเข้ารหัสหลายข้อมูล เช่น GS1-128 หรือ GS1 DataMatrix สามารถใช้บันทึกหมายเลข Serial Number ร่วมกับรหัสสินค้าได้
ประโยชน์: ช่วยติดตามสินค้าเป็นรายชิ้น ตรวจสอบประวัติการซ่อม และบริหารการรับประกัน
3. หมายเลขล็อตการผลิต (Lot Number / Batch Number)
Lot Number คือรหัสที่ใช้ระบุกลุ่มสินค้าที่ผลิตในกระบวนการหรือช่วงเวลาที่กำหนด
นิยมใช้ในอุตสาหกรรม:
- อาหารและเครื่องดื่ม
- ยาและเวชภัณฑ์
- เครื่องสำอาง
- ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
เมื่อธุรกิจใช้บาร์โค้ดที่รองรับข้อมูล Lot Number ร่วมกับระบบจัดการสินค้า จะสามารถตรวจสอบและติดตามสินค้าที่อยู่ในล็อตเดียวกันได้สะดวกขึ้น
ประโยชน์: ช่วยสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการเรียกคืนสินค้าเมื่อพบปัญหาด้านคุณภาพ
4. วันที่ผลิตและวันหมดอายุ (Manufacturing Date / Expiration Date)
บาร์โค้ดบางมาตรฐานสามารถเข้ารหัสวันที่ผลิต วันควรบริโภคก่อน และวันหมดอายุได้โดยตรง
ตัวอย่างการใช้งาน ได้แก่ สินค้าอาหาร ยา เวชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ที่มีข้อกำหนดเรื่องอายุสินค้า
สำหรับมาตรฐาน GS1 Application Identifiers มีรหัสที่เกี่ยวข้อง เช่น
- (11) วันที่ผลิต (Production Date)
- (15) วันควรบริโภคก่อน (Best Before Date)
- (17) วันหมดอายุ (Expiration Date)
ตัวอย่างเช่น บาร์โค้ด GS1 DataMatrix บนบรรจุภัณฑ์สินค้าอาจประกอบด้วยรหัสสินค้า Lot Number และวันหมดอายุ เพื่อให้ระบบสามารถนำข้อมูลไปตรวจสอบและควบคุมการหมุนเวียนสินค้าได้
ประโยชน์: สนับสนุนการจัดการสินค้าตามหลัก FEFO (First Expired, First Out) หรือการนำสินค้าที่หมดอายุก่อนออกไปใช้หรือจำหน่ายก่อน
5. ข้อมูลราคาและข้อมูลการขาย
หลายคนเข้าใจว่าบาร์โค้ดบนสินค้าทุกชิ้นมีราคาขายบันทึกอยู่ภายใน แต่ความจริงแล้ว บาร์โค้ดสินค้าทั่วไปมักเก็บเพียงรหัสระบุสินค้า ส่วนราคาถูกบันทึกไว้ในระบบ POS หรือฐานข้อมูลของร้านค้า
เมื่อเครื่องสแกนอ่านบาร์โค้ด ระบบจะค้นหาราคาที่กำหนดไว้ในฐานข้อมูล และแสดงผลบนหน้าจอ อย่างไรก็ตาม บาร์โค้ดบางรูปแบบที่ออกแบบสำหรับสินค้าแบบชั่งน้ำหนักหรือสินค้าราคาแปรผัน อาจเข้ารหัสข้อมูลราคาหรือน้ำหนักตามข้อกำหนดของระบบได้
ประโยชน์: ช่วยให้ร้านค้าปรับราคาสินค้าในระบบได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบาร์โค้ดที่ใช้ระบุสินค้าทุกครั้ง
6. ข้อมูลการขนส่งและติดตามพัสดุ (Tracking Information)
ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์นิยมใช้บาร์โค้ดเพื่อระบุหมายเลขพัสดุ รหัสกล่อง หรือรหัสหน่วยขนส่ง
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น
- Tracking Number
- รหัสกล่องบรรจุสินค้า
- รหัสหน่วยขนส่ง (SSCC)
- รหัสอ้างอิงรายการจัดส่ง
เมื่อพนักงานสแกนบาร์โค้ด ระบบจะบันทึกเหตุการณ์ เช่น รับพัสดุเข้าศูนย์คัดแยก อยู่ระหว่างขนส่ง หรือจัดส่งสำเร็จ ทั้งนี้ สถานะการจัดส่งและข้อมูลผู้รับส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บในระบบขนส่ง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอยู่ภายในบาร์โค้ดทุกครั้งที่พัสดุเคลื่อนย้าย
ประโยชน์: ช่วยติดตามสถานะพัสดุ ตรวจสอบกระบวนการขนส่ง และลดความผิดพลาดในการจัดส่ง
7. รหัสทรัพย์สินและข้อมูลสินทรัพย์ (Asset Identification)
องค์กรสามารถใช้บาร์โค้ดเพื่อระบุทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน หรืออุปกรณ์ที่ต้องตรวจนับเป็นประจำ โดยบาร์โค้ดอาจบันทึกหมายเลขสินทรัพย์ (Asset ID) เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลในระบบ เช่น
- ชื่อและประเภททรัพย์สิน
- แผนกผู้รับผิดชอบ
- สถานที่จัดเก็บ
- วันที่ซื้อ
- ประวัติการบำรุงรักษา
เมื่อพนักงานสแกนรหัส ระบบจะสามารถเรียกดูหรือบันทึกข้อมูลของทรัพย์สินนั้นได้ตามสิทธิ์การใช้งาน
ประโยชน์: ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจนับทรัพย์สิน ลดการบันทึกข้อมูลซ้ำ และสนับสนุนการติดตามทรัพย์สินภายในองค์กร
บาร์โค้ด 1D และ 2D เก็บข้อมูลต่างกันอย่างไร?
บาร์โค้ดแต่ละประเภทมีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลแตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
บาร์โค้ด 1 มิติ (1D Barcode)
บาร์โค้ด 1D คือบาร์โค้ดที่ใช้เส้นแท่งและช่องว่างในการเข้ารหัสข้อมูล เหมาะกับข้อมูลที่มีความยาวไม่มาก เช่น รหัสสินค้า หมายเลขอ้างอิง หรือรหัสกล่อง
ตัวอย่าง:
- EAN-13 สำหรับสินค้าค้าปลีก
- UPC สำหรับสินค้าค้าปลีก
- Code 128 สำหรับรหัสสินค้าหรือระบบภายใน
- GS1-128 สำหรับข้อมูลสินค้าและโลจิสติกส์ตามมาตรฐาน GS1
ข้อดีคือเป็นรูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และเหมาะกับการใช้งานในระบบขายสินค้าและคลังสินค้าทั่วไป
บาร์โค้ด 2 มิติ (2D Barcode)
บาร์โค้ด 2D คือบาร์โค้ดที่จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบสองมิติ สามารถรองรับข้อมูลได้มากขึ้นในพื้นที่ที่เหมาะสม
ตัวอย่าง:
- QR Code
- Data Matrix
- GS1 DataMatrix
- PDF417
บาร์โค้ด 2D สามารถใช้เก็บข้อความ ตัวเลข รหัสอ้างอิง หรือ URL เว็บไซต์ได้ตามรูปแบบที่รองรับ และบางมาตรฐานยังสามารถเข้ารหัสข้อมูลหลายประเภทในสัญลักษณ์เดียว
ตัวอย่างเช่น GS1 DataMatrix สามารถใช้เก็บรหัสสินค้า หมายเลขล็อต และวันหมดอายุ ในขณะที่ QR Code สามารถใช้เชื่อมโยงผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ คู่มือสินค้า หรือข้อมูลออนไลน์ได้
อ่านเพิ่มเติม: บาร์โค้ดมีกี่ชนิด? รู้จัก 1D และ 2D พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับธุรกิจ
เปรียบเทียบข้อมูลที่บาร์โค้ด 1D และ 2D รองรับ
| หัวข้อ | 1D Barcode | 2D Barcode |
|---|---|---|
| รูปแบบ | เส้นแท่งแนวตั้ง | ลวดลายสองมิติ |
| ข้อมูลหลัก | ตัวเลขหรือข้อความตามมาตรฐาน | ตัวเลข ข้อความ และข้อมูลรูปแบบอื่นตามมาตรฐาน |
| ปริมาณข้อมูล | โดยทั่วไปน้อยกว่า | โดยทั่วไปรองรับได้มากกว่า |
| รหัสสินค้า | รองรับ | รองรับ |
| Lot / Serial / วันหมดอายุ | รองรับในบางมาตรฐาน เช่น GS1-128 | รองรับในบางมาตรฐาน เช่น GS1 DataMatrix |
| URL เว็บไซต์ | ไม่ใช่รูปแบบการใช้งานหลัก | รองรับ เช่น QR Code |
| อุปกรณ์อ่าน | เครื่องอ่านที่รองรับ 1D | เครื่องอ่าน 2D หรืออุปกรณ์พร้อมซอฟต์แวร์ที่รองรับ |
| การใช้งาน | ร้านค้าปลีก คลังสินค้า | การผลิต โลจิสติกส์ การติดตามสินค้า และการเชื่อมต่อข้อมูลออนไลน์ |
การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูล จำนวนข้อมูล ขนาดฉลาก ความสามารถของเครื่องสแกน และระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ร่วมกัน
ข้อมูลอยู่ในบาร์โค้ดจริง ๆ หรืออยู่ในฐานข้อมูล?
สิ่งสำคัญที่ธุรกิจควรเข้าใจคือ บาร์โค้ดไม่ได้เก็บรายละเอียดสินค้าทั้งหมดเสมอไป ตัวอย่างเช่น บาร์โค้ดสินค้ารหัส 8851234567890 อาจใช้เป็นหมายเลขอ้างอิง เมื่อสแกนแล้วระบบจึงนำรหัสไปค้นหาข้อมูลสินค้าในฐานข้อมูล
ข้อมูลในฐานข้อมูลอาจประกอบด้วยชื่อสินค้า ราคาขาย จำนวนคงเหลือ ผู้ผลิต หรือตำแหน่งจัดเก็บ
กระบวนการทำงานทั่วไปมีดังนี้
- เครื่องสแกนอ่านบาร์โค้ดที่ติดอยู่บนสินค้า
- ระบบถอดรหัสข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสไว้
- ซอฟต์แวร์นำรหัสไปค้นหาหรือจับคู่กับฐานข้อมูล
- ระบบแสดงข้อมูลสินค้า หรือบันทึกการรับเข้า–จ่ายออกตามขั้นตอนการทำงาน
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงไม่จำเป็นต้องบันทึกรายละเอียดทั้งหมดไว้ในบาร์โค้ด แต่สามารถใช้รหัสสินค้าเป็นตัวเชื่อมไปยังข้อมูลที่จัดเก็บในระบบ ERP, POS หรือ WMS ได้
บาร์โค้ดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของธุรกิจได้อย่างไร?
การใช้บาร์โค้ดร่วมกับอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมสามารถช่วยพัฒนากระบวนการทำงานได้หลายด้าน
1. ช่วยลดข้อผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ
การสแกนรหัสช่วยลดการพิมพ์หมายเลขสินค้าเอง และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลผิด
2. ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจนับสต๊อก
พนักงานสามารถใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ดหรือ Mobile Computer ตรวจนับสินค้าภายในคลังได้ โดยระบบบันทึกจำนวนและรายการสินค้าตามขั้นตอนที่กำหนด
3. ช่วยติดตามสินค้าได้อย่างเป็นระบบ
การกำหนดรหัสสินค้า Lot Number และ Serial Number ช่วยสนับสนุนการติดตามสินค้า ตั้งแต่การรับเข้า การจัดเก็บ การหยิบสินค้า ไปจนถึงการจัดส่ง
4. ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบบริหารคลังสินค้า
เมื่อบาร์โค้ดทำงานร่วมกับระบบ WMS (Warehouse Management System) ธุรกิจสามารถตรวจสอบรายการสินค้า การเคลื่อนไหวของสต๊อก และข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้สะดวกขึ้น
5. ช่วยสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ยา และการผลิต การใช้บาร์โค้ดที่มีข้อมูลล็อตหรือหมายเลขประจำสินค้าสามารถช่วยสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับในกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อมูลในบาร์โค้ด (FAQ)
Q1: บาร์โค้ดเก็บข้อมูลอะไรได้บ้าง?
บาร์โค้ดสามารถเก็บรหัสสินค้า หมายเลขประจำสินค้า หมายเลขล็อต วันที่ผลิต วันหมดอายุ และรหัสอ้างอิงต่าง ๆ ได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบและมาตรฐานบาร์โค้ดที่เลือกใช้ ข้อมูลเพิ่มเติมอาจจัดเก็บในฐานข้อมูลเพื่อให้ระบบเรียกดูหลังสแกน
Q2: บาร์โค้ดมีราคาสินค้าอยู่ข้างในหรือไม่?
บาร์โค้ดสินค้าทั่วไปมักไม่ได้เก็บราคาขายโดยตรง แต่ใช้รหัสสินค้าในการค้นหาราคาจากระบบ POS อย่างไรก็ตาม บาร์โค้ดบางระบบสำหรับสินค้าชั่งน้ำหนักอาจเข้ารหัสราคาหรือน้ำหนักได้
Q3: บาร์โค้ดสามารถเก็บวันหมดอายุได้หรือไม่?
ได้ หากใช้มาตรฐานที่รองรับ เช่น GS1-128 หรือ GS1 DataMatrix ซึ่งสามารถเข้ารหัสวันหมดอายุด้วย Application Identifier (17) และนำไปใช้ร่วมกับระบบบริหารสินค้าคงคลังได้
Q4: QR Code เก็บข้อมูลได้มากกว่าบาร์โค้ดทั่วไปหรือไม่?
โดยทั่วไป QR Code สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าบาร์โค้ด 1D ที่ใช้กันทั่วไป และรองรับการเข้ารหัสข้อมูลหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ ตัวเลข และลิงก์เว็บไซต์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของสัญลักษณ์และรูปแบบข้อมูล
Q5: หากต้องการใช้บาร์โค้ดในคลังสินค้า ควรเลือกแบบใด?
หากต้องการเพียงรหัสสินค้า อาจเลือก Code 128 หรือรูปแบบที่ระบบรองรับ แต่หากต้องการเก็บข้อมูล Lot Number, Serial Number หรือวันหมดอายุ อาจพิจารณา GS1-128 หรือ GS1 DataMatrix โดยต้องตรวจสอบข้อกำหนดและความสามารถของอุปกรณ์อ่านร่วมด้วย
OGA International พร้อมให้คำปรึกษาด้านระบบบาร์โค้ดสำหรับธุรกิจ
หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาเครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด หรืออุปกรณ์สำหรับจัดการสินค้าและคลังสินค้า บริษัท โอ จี เอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (OGA International) พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
ติดต่อ OGA International
เว็บไซต์: https://www.oga.co.th/home-oga/
โทรศัพท์: 02-025-8888
LINE Official Account: @ogagroup
เลือกเทคโนโลยีบาร์โค้ดที่เหมาะกับธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าและเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต


