ระบบ WMS (Warehouse Management System) คือระบบบริหารจัดการคลังสินค้าที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบสต๊อก ลดความผิดพลาดในการรับและจ่ายสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในคลังสินค้า
บริษัท โอ จี เอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (OGA) ได้จัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “สต๊อกแม่นยำ 100% ทำได้จริงแค่ไหน? เจาะลึกระบบ WMS สำหรับคลังสินค้ายุคใหม่” เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงคลัง ต้นทุนแฝง และเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนการทำงาน รวมถึงผลิตภัณฑ์ Brady และการเปลี่ยนผ่านจาก Honeywell สู่ Brady
ระบบ WMS คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่จึงควรให้ความสำคัญ
ระบบ WMS (Warehouse Management System) คือซอฟต์แวร์ที่ใช้บริหารจัดการและควบคุมกระบวนการทำงานภายในคลังสินค้า โดยช่วยบันทึก ตรวจสอบ และติดตามข้อมูลการเคลื่อนไหวของสินค้าอย่างเป็นระบบ
ระบบ WMS สามารถสนับสนุนการทำงานในคลังสินค้าได้หลายกระบวนการ ได้แก่
- การรับสินค้า (Receiving): ตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสินค้าที่เข้าสู่คลัง
- การจัดเก็บสินค้า (Put-away): กำหนดตำแหน่งจัดเก็บสินค้าให้เหมาะสม
- การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management): ตรวจสอบจำนวนและตำแหน่งสินค้า
- การหยิบสินค้า (Picking): ช่วยให้พนักงานหยิบสินค้าตามคำสั่งซื้อได้ถูกต้อง
- การจัดส่งสินค้า (Shipping): ตรวจสอบรายการสินค้าก่อนจัดส่ง
- การตรวจนับสต๊อก (Stock Counting): สนับสนุนการตรวจนับและกระทบยอดสินค้าคงคลัง
เมื่อระบบ WMS ทำงานร่วมกับอุปกรณ์อ่านบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ฉลาก และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพา จะช่วยลดการบันทึกข้อมูลด้วยมือ และเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง
อย่างไรก็ตาม การนำระบบ WMS มาใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีการออกแบบกระบวนการทำงานที่เหมาะสม รวมถึงการจัดการข้อมูลและการฝึกอบรมพนักงานควบคู่กันไป
1. ต้นทุนแฝงจากคลังสินค้า ปัญหาที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม
วิทยากร: อาจารย์วสันต์ กัลยา
อาจารย์ประจำหลักสูตร สาขาวิชาโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น
ในการบริหารคลังสินค้า ต้นทุนที่ธุรกิจต้องรับผิดชอบไม่ได้มีเพียงค่าเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง หรือค่าแรงพนักงานเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนแฝงที่อาจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดและกระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ต้นทุนเหล่านี้อาจสะสมเพิ่มขึ้นโดยไม่ปรากฏเป็นรายการค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน ทำให้ธุรกิจไม่สามารถประเมินต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริงได้อย่างครบถ้วน
ตัวอย่างต้นทุนแฝงที่พบได้ในคลังสินค้า
1. ต้นทุนจากสินค้าคงคลังมากเกินความจำเป็น
การจัดเก็บสินค้ามากเกินไปอาจทำให้ธุรกิจมีเงินทุนจมอยู่กับสินค้า และต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเพิ่มขึ้น
2. ต้นทุนจากการค้นหาสินค้า
เมื่อไม่มีการกำหนดตำแหน่งจัดเก็บที่ชัดเจน พนักงานอาจต้องใช้เวลาค้นหาสินค้านาน ส่งผลให้กระบวนการหยิบและจัดส่งล่าช้า
3. ต้นทุนจากความผิดพลาดในการหยิบสินค้า
การหยิบสินค้าผิดรุ่น ผิดจำนวน หรือผิดตำแหน่ง อาจนำไปสู่การคืนสินค้า การจัดส่งซ้ำ และค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา
4. ต้นทุนจากการตรวจนับสต๊อก
การตรวจนับสินค้าด้วยวิธีจดบันทึกหรือใช้เอกสารจำนวนมาก อาจต้องใช้บุคลากรและระยะเวลาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะคลังสินค้าที่มีสินค้าหลายประเภท
5. ต้นทุนจากสินค้าสูญหายหรือเสื่อมสภาพ
หากไม่สามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวของสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจทำให้ตรวจพบสินค้าสูญหาย เสียหาย หรือหมดอายุล่าช้า
ลดต้นทุนแฝงในคลังสินค้าได้อย่างไร?
ธุรกิจควรเริ่มต้นจากการสำรวจกระบวนการทำงานปัจจุบัน วิเคราะห์จุดที่เกิดความสูญเสีย และกำหนดแนวทางปรับปรุงอย่างเป็นระบบการนำเทคโนโลยี เช่น ระบบ WMS และอุปกรณ์อ่านบาร์โค้ด มาใช้ร่วมกับกระบวนการทำงานที่เหมาะสม สามารถช่วยเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล ลดงานซ้ำซ้อน และสนับสนุนการควบคุมต้นทุนในระยะยาว
รับชมวิดีโอ: ต้นทุนแฝงจากคลังสินค้า
โดย อาจารย์วสันต์ กัลยา – อาจารย์ประจำหลักสูตร สาขาวิชาโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น
เรียนรู้แนวคิดเกี่ยวกับต้นทุนแฝงในการบริหารคลังสินค้า และความสำคัญของการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดความสูญเสียภายในองค์กร
2. สต๊อกแม่นยำ 100% ทำได้จริงแค่ไหน? แนวทางเพิ่มความถูกต้องของสินค้าคงคลัง
วิทยากร: คุณดำรัส อ่อนหิรัญ
ตำแหน่ง Senior System Consultant
ปัญหาสต๊อกสินค้าไม่ตรงกับจำนวนจริง เป็นหนึ่งในความท้าทายที่หลายธุรกิจต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้าขนาดเล็ก โรงงานอุตสาหกรรม หรือศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลสินค้าคงคลังอาจส่งผลต่อการวางแผนจัดซื้อ การผลิต การขาย และการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า
สาเหตุสำคัญที่ทำให้สต๊อกสินค้าไม่ตรง
ปัญหาสต๊อกคลาดเคลื่อนสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น
- การรับสินค้าเข้าคลังโดยบันทึกจำนวนไม่ถูกต้อง
- การหยิบสินค้าออกจากคลังโดยไม่ได้บันทึกข้อมูล
- การจัดเก็บสินค้าผิดตำแหน่ง
- การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างพื้นที่โดยไม่มีข้อมูลในระบบ
- การบันทึกข้อมูลด้วยมือผิดพลาด
- การตรวจนับสินค้าไม่สม่ำเสมอ
เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อาจส่งผลให้ข้อมูลสินค้าคงคลังขาดความน่าเชื่อถือ และทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจผิดพลาดตามไปด้วย
4 แนวทางเพิ่มความแม่นยำในการจัดการสต๊อก
1. กำหนดมาตรฐานการทำงานภายในคลังสินค้า
ทุกกระบวนการตั้งแต่การรับสินค้า การจัดเก็บ การหยิบ และการจัดส่ง ควรมีขั้นตอนที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
2. นำระบบ Barcode หรือ RFID มาใช้ตามความเหมาะสม
เทคโนโลยีการระบุข้อมูลอัตโนมัติช่วยลดการป้อนข้อมูลด้วยมือ และเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบสินค้า
3. ตรวจนับสินค้าอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจนับแบบ Cycle Count เป็นแนวทางที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าคงคลังเป็นรอบ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องรอการตรวจนับครั้งใหญ่เพียงอย่างเดียว
4. ใช้ระบบ WMS เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของสินค้า
ระบบ WMS ช่วยบันทึกธุรกรรมการรับ จัดเก็บ เคลื่อนย้าย และจ่ายสินค้า ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลและค้นหาสาเหตุของความคลาดเคลื่อนได้สะดวกขึ้น
ระบบ WMS ช่วยให้สต๊อกแม่นยำ 100% ได้จริงหรือไม่?
แม้ระบบ WMS จะช่วยเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลสินค้าคงคลังได้ แต่ความแม่นยำ 100% ไม่สามารถรับประกันได้จากการติดตั้งระบบเพียงอย่างเดียว ความถูกต้องของข้อมูลยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติงานของพนักงาน มาตรฐานการควบคุมภายใน และการตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการบริหารสต๊อกจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวเลขตรงกัน แต่เป็นการสร้างกระบวนการทำงานที่สามารถป้องกัน ตรวจพบ และแก้ไขความผิดพลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รับชมวิดีโอ: สต๊อกแม่นยำ 100% ทำได้จริงแค่ไหน?
โดย คุณดำรัส อ่อนหิรัญ – Senior System Consultant
ทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อความแม่นยำของสินค้าคงคลัง และแนวทางการบริหารสต๊อกเพื่อช่วยลดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน
3. รู้จัก Brady และการเปลี่ยนผ่านจาก Honeywell สู่ Brady กับเทคโนโลยีสำหรับงานอุตสาหกรรม
วิทยากร: คุณเกรียงศักดิ์ ทรัพย์ผดุงสุข
ตำแหน่ง: Senior Channel Business Manager
นอกจากระบบ WMS ที่ช่วยบริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการภายในคลังสินค้าแล้ว เทคโนโลยีด้านการระบุข้อมูลสินค้าและการพิมพ์ฉลากยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของธุรกิจ
ในการสัมมนาครั้งนี้ คุณเกรียงศักดิ์ ทรัพย์ผดุงสุข ได้ร่วมแนะนำผลิตภัณฑ์ Brady พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านธุรกิจและกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจาก Honeywell สู่ Brady เพื่อให้ผู้ใช้งานและผู้ประกอบการเข้าใจแนวทางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
Brady คืออะไร?
Brady เป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันการระบุข้อมูลและการติดฉลากสำหรับงานอุตสาหกรรม โดยผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมและกระบวนการทำงานที่หลากหลาย
ตัวอย่างกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- เครื่องพิมพ์ฉลากและบาร์โค้ด (Label & Barcode Printers)
- ฉลากและวัสดุสำหรับงานอุตสาหกรรม (Industrial Labels)
- โซลูชันการระบุข้อมูลสินค้าและทรัพย์สิน (Identification Solutions)
- อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้สนับสนุนการติดตามข้อมูลในกระบวนการทำงาน
การเลือกใช้เครื่องพิมพ์และฉลากที่เหมาะสมกับลักษณะงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะงานที่ต้องการความทนทานต่อสภาพแวดล้อม หรือมีข้อกำหนดเฉพาะด้านการระบุข้อมูล
การเปลี่ยนผ่านจาก Honeywell สู่ Brady มีความสำคัญอย่างไร?
สำหรับผู้ประกอบการที่เคยใช้งานผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Honeywell การติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ Brady เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถวางแผนการเลือกใช้อุปกรณ์ วัสดุสิ้นเปลือง และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม
ประเด็นที่ผู้ใช้งานควรตรวจสอบ ได้แก่
1. ข้อมูลผลิตภัณฑ์และรุ่นที่เกี่ยวข้อง
ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานอยู่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจที่มีการเปลี่ยนผ่านหรือไม่
2. ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลือง
ก่อนเลือกซื้ออุปกรณ์หรือฉลากเพิ่มเติม ควรตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิคและความเข้ากันได้กับรุ่นที่ใช้งานอยู่
3. การสนับสนุนและบริการหลังการขาย
ตรวจสอบช่องทางการติดต่อและแนวทางการรับบริการสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นตามประกาศอย่างเป็นทางการ
4. การวางแผนใช้งานผลิตภัณฑ์ในอนาคต
ผู้ประกอบการควรพิจารณาความต้องการใช้งานร่วมกับข้อมูลผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สามารถวางแผนจัดซื้อหรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม
ผลิตภัณฑ์ Brady ช่วยสนับสนุนการจัดการคลังสินค้าได้อย่างไร?
ในกระบวนการบริหารคลังสินค้า การระบุข้อมูลสินค้าที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้พนักงานสามารถตรวจสอบและจัดการสินค้าได้อย่างถูกต้อง
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ด้านการพิมพ์ฉลากและระบุข้อมูล ได้แก่
- การพิมพ์ฉลากบาร์โค้ดสำหรับสินค้าและบรรจุภัณฑ์
- การระบุรหัสสินค้าและตำแหน่งจัดเก็บ
- การจัดทำฉลากสำหรับอุปกรณ์และทรัพย์สิน
- การระบุข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ
- การจัดทำฉลากสำหรับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่มีข้อกำหนดเฉพาะ
เมื่อเลือกใช้อุปกรณ์และวัสดุที่เหมาะสมร่วมกับระบบจัดการคลังสินค้า จะช่วยให้กระบวนการระบุและตรวจสอบข้อมูลมีความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
รับชมวิดีโอ: แนะนำผลิตภัณฑ์ Brady และการเปลี่ยนผ่านจาก Honeywell สู่ Brady
โดย คุณเกรียงศักดิ์ ทรัพย์ผดุงสุข
Senior Channel Business Manager
รับชมข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Brady และประเด็นการเปลี่ยนผ่านจาก Honeywell ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานในภาคอุตสาหกรรม
4. ระบบ WMS และเทคโนโลยี Barcode ทำงานร่วมกันอย่างไร?
การบริหารคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยทั้งระบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ที่เหมาะสม ระบบ WMS ทำหน้าที่ควบคุมและจัดการข้อมูลภายในคลังสินค้า ขณะที่อุปกรณ์อ่านบาร์โค้ดและเครื่องพิมพ์ฉลากช่วยสนับสนุนการระบุและบันทึกข้อมูลในกระบวนการทำงาน
ตัวอย่างการทำงานร่วมกัน ได้แก่
ขั้นตอนที่ 1: รับสินค้าเข้าคลัง
พนักงานตรวจสอบสินค้าและสแกนบาร์โค้ดเพื่อบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ WMS
ขั้นตอนที่ 2: จัดเก็บสินค้า
ระบบ WMS ช่วยกำหนดตำแหน่งจัดเก็บ และพนักงานสามารถใช้บาร์โค้ดเพื่อยืนยันตำแหน่งสินค้า
ขั้นตอนที่ 3: ตรวจนับสินค้าคงคลัง
พนักงานใช้อุปกรณ์สแกนบาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบสินค้าและบันทึกผลการตรวจนับเข้าสู่ระบบ
ขั้นตอนที่ 4: หยิบและจัดส่งสินค้า
ระบบ WMS สนับสนุนการหยิบสินค้าตามคำสั่งซื้อ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องก่อนจัดส่ง การทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดขั้นตอนที่ต้องบันทึกข้อมูลซ้ำ และเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการเคลื่อนไหวของสินค้า
5. ธุรกิจประเภทใดควรพิจารณาใช้ระบบ WMS?
ระบบ WMS สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้หลายประเภท โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของสินค้าจำนวนมากหรือมีความซับซ้อนในการจัดเก็บ
• ธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม
ช่วยบริหารวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป รวมถึงสนับสนุนการตรวจสอบการเคลื่อนไหวของสินค้า
• ธุรกิจโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า
ช่วยจัดการกระบวนการรับ จัดเก็บ หยิบ และจัดส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพ
• ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก
ช่วยตรวจสอบสินค้าคงคลังและสนับสนุนการจัดการคำสั่งซื้อ
• ธุรกิจ E-commerce
ช่วยรองรับคำสั่งซื้อจำนวนมากและเพิ่มความแม่นยำในการหยิบและจัดส่งสินค้า
• ธุรกิจที่มีคลังสินค้าหลายแห่ง
ช่วยให้การบริหารข้อมูลสินค้าคงคลังระหว่างพื้นที่มีความเป็นระบบมากขึ้น โดยขึ้นอยู่กับความสามารถของระบบที่เลือกใช้งาน
6. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ WMS (FAQ)
• ระบบ WMS คืออะไร?
ระบบ WMS หรือ Warehouse Management System คือซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการกระบวนการทำงานภายในคลังสินค้า ตั้งแต่การรับสินค้า การจัดเก็บ การตรวจนับ ไปจนถึงการจัดส่ง เพื่อช่วยเพิ่มความถูกต้องและประสิทธิภาพในการทำงาน
• ระบบ WMS ช่วยลดปัญหาสต๊อกไม่ตรงได้อย่างไร?
ระบบ WMS ช่วยบันทึกและติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าอย่างเป็นระบบ และสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Barcode หรือ RFID เพื่อลดความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลด้วยมือ
• ระบบ WMS แตกต่างจากระบบ ERP อย่างไร?
ระบบ ERP เน้นการบริหารทรัพยากรและกระบวนการทางธุรกิจในภาพรวม ขณะที่ระบบ WMS เน้นการจัดการกระบวนการทำงานภายในคลังสินค้าโดยเฉพาะ ทั้งสองระบบสามารถทำงานร่วมกันได้เมื่อมีการเชื่อมต่อที่เหมาะสม
• ระบบ WMS เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กหรือไม่?
ระบบ WMS สามารถเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กได้ หากมีปริมาณสินค้าและความซับซ้อนของการจัดการคลังสินค้าที่ทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่า
• เครื่องพิมพ์บาร์โค้ดมีความสำคัญต่อระบบ WMS อย่างไร?
เครื่องพิมพ์บาร์โค้ดช่วยสร้างฉลากสำหรับระบุข้อมูลสินค้า ตำแหน่งจัดเก็บ และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์สแกนและระบบ WMS ในกระบวนการทำงาน
สนใจระบบ WMS หรือผลิตภัณฑ์ Brady สามารถติดต่อทีมงาน OGA เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อ 𝐎𝐆𝐀 𝐈𝐧𝐭𝐞𝐫𝐧𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 ได้ที่
Line Office : @ogagroup
โทรศัพท์ : 02-0258888
Website : https://www.oga.co.th


