เมื่อธุรกิจ SME เติบโต จำนวนสินค้า คำสั่งซื้อ และผู้ปฏิบัติงานในคลังย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การควบคุมคลังสินค้าด้วย Excel เอกสารกระดาษ หรือการจดจำของพนักงาน อาจไม่เพียงพอต่อการทำงานอีกต่อไป
ปัญหาที่มักเริ่มเกิดขึ้น ได้แก่
- ยอดสินค้าคงเหลือในระบบไม่ตรงกับสินค้าจริง
- หาสินค้าไม่พบหรือไม่ทราบว่าสินค้าอยู่ตำแหน่งใด
- จัดเก็บสินค้าผิดพื้นที่
- หยิบสินค้าผิดรายการ ผิด Lot หรือผิดจำนวน
- ไม่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเป็นผู้รับ ย้าย หยิบ หรือจ่ายสินค้า
- ใช้เวลานานในการตรวจนับสต๊อก
- ข้อมูลระหว่างคลังสินค้า ฝ่ายขาย และฝ่ายบัญชีไม่ตรงกัน
ระบบ Warehouse Management System หรือ WMS จึงเข้ามาช่วยควบคุมกระบวนการภายในคลัง ตั้งแต่การรับสินค้า การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย การนับ การหยิบสินค้า ไปจนถึงการจ่ายสินค้าออกอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม การเลือกระบบ WMS สำหรับ SME ไม่ควรพิจารณาเพียงว่าโปรแกรมใดราคาถูกที่สุด หรือมีเมนูมากที่สุด แต่ควรดูว่าฟังก์ชันของระบบรองรับกระบวนการทำงานจริงของธุรกิจได้หรือไม่
ระบบ WMS คืออะไร?
ระบบ WMS คือระบบที่ใช้บริหารและควบคุมกิจกรรมภายในคลังสินค้า โดยติดตามว่าสินค้าอะไร อยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าไร อยู่ในสถานะใด และผ่านกิจกรรมใดมาบ้าง
ระบบ WMS ที่เหมาะสมควรควบคุมกระบวนการหลักได้อย่างน้อย 5 ส่วน ได้แก่
- การรับสินค้าเข้าคลัง หรือ Inbound
- การจัดเก็บสินค้า หรือ Putaway
- การควบคุมและเคลื่อนย้ายสินค้าภายในคลัง
- การตรวจนับสินค้าคงคลัง
- การหยิบและจ่ายสินค้า หรือ Outbound
ระบบยังควรสามารถบันทึกประวัติการทำงานของผู้ใช้งาน เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อใด และดำเนินการกับสินค้าจำนวนเท่าไร
SME ควรเริ่มใช้ระบบ WMS เมื่อไร?
ธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้มีคลังสินค้าขนาดใหญ่จึงเริ่มใช้ WMS หากเริ่มพบปัญหาต่อไปนี้ แสดงว่าควรพิจารณาระบบจัดการคลังสินค้าอย่างจริงจัง
- มีสินค้าหลายร้อยหรือหลายพัน SKU
- มีหลายคลัง หลาย Zone หรือหลาย Location
- รับและขายสินค้าด้วยหน่วยนับที่แตกต่างกัน
- มีการควบคุม Lot, Serial Number หรือวันหมดอายุ
- พนักงานใช้เวลานานในการค้นหาสินค้า
- เกิดข้อผิดพลาดจากการหยิบสินค้าบ่อยครั้ง
- ไม่ทราบยอดคงเหลือที่ถูกต้องแบบ Real-time
- ตรวจนับสต๊อกแล้วพบส่วนต่างเป็นประจำ
- ต้องการเชื่อมข้อมูลกับ ERP หรือโปรแกรมบัญชี
- ต้องการตรวจสอบประวัติการรับ ย้าย หยิบ และจ่ายสินค้า
สำหรับ SME ควรเริ่มจากฟังก์ชันมาตรฐานที่จำเป็นต่อการทำงานประจำก่อน แล้วจึงเพิ่มระบบเชื่อมต่อหรือฟังก์ชันเฉพาะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น วิธีนี้ช่วยควบคุมงบประมาณ ลดความซับซ้อน และช่วยให้พนักงานปรับตัวได้ง่ายกว่า
8 ฟังก์ชันที่ต้องตรวจสอบก่อนเลือกระบบ WMS สำหรับ SME
1. รองรับโครงสร้าง Warehouse, Zone และ Location
ระบบ WMS ที่ดีต้องตอบได้อย่างชัดเจนว่า สินค้าอยู่ที่ตำแหน่งใด ไม่ใช่เพียงบอกว่าสินค้าอยู่ในคลังใด
ระบบควรรองรับการแบ่งโครงสร้างคลัง เช่น
- Warehouse: คลังหลักหรือคลังสาขา
- Zone: พื้นที่รับสินค้า พื้นที่ QC พื้นที่จัดเก็บ หรือพื้นที่รอจ่าย
- Location: ชั้นวาง ช่องจัดเก็บ Bin หรือพาเลท
ตัวอย่างการแบ่งพื้นที่ภายในคลัง ได้แก่
- คลังวัตถุดิบ
- คลังสินค้าสำเร็จรูป
- Receiving Area
- QC Area
- Storage Area
- Damage Area
- Outbound Staging
การกำหนดพื้นที่อย่างชัดเจนช่วยให้ค้นหาสินค้าได้รวดเร็ว ลดการเก็บสินค้าผิดตำแหน่ง และทำให้สามารถวางแผนขยายคลังในอนาคตได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่ควรถามผู้ให้บริการ
- ระบบกำหนดได้กี่คลัง
- สามารถแบ่ง Zone และ Location ได้ละเอียดเพียงใด
- กำหนดเงื่อนไขการจัดเก็บของแต่ละ Location ได้หรือไม่
- ควบคุมการปนสินค้า ปน Lot หรือปนพาเลทได้หรือไม่
- รองรับการสแกน Barcode ของ Location หรือไม่
ก่อนเริ่มโครงการ ควรนำผังคลังสินค้าจริงมาออกแบบรหัส Location ให้สั้น อ่านง่าย และเหมาะกับการสแกนหน้างาน
2. รองรับ Item Master และ Multiple UOM
ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้รับและขายสินค้าในหน่วยเดียวกัน เช่น
- รับสินค้าเป็นพาเลท แต่จัดเก็บเป็นกล่อง
- ซื้อสินค้าเป็นลัง แต่ขายเป็นแพ็ก
- รับสินค้าเป็นกล่อง แต่หยิบจ่ายเป็นชิ้น
ระบบ WMS จึงควรรองรับ Multiple UOM หรือหลายหน่วยนับ พร้อมกำหนดอัตราการแปลงหน่วย เช่น
- 1 กล่อง = 12 ชิ้น
- 1 ลัง = 10 กล่อง
- 1 พาเลท = 40 กล่อง
นอกจากนี้ Item Master ควรจัดเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น
- รหัสสินค้า
- ชื่อสินค้า
- Barcode
- Item Category
- หน่วยนับ
- Lot Number
- Serial Number
- วันผลิต
- วันหมดอายุ
- Min–Max Stock
- Reorder Point
ระบบที่รองรับหน่วยนับอย่างถูกต้องจะช่วยให้ข้อมูลการรับ จัดเก็บ หยิบ และจ่ายสินค้าอ้างอิงเป็นมาตรฐานเดียวกัน
จุดที่ SME ต้องกำหนดให้ชัดเจน
- Barcode ติดอยู่ที่ระดับชิ้น แพ็ก กล่อง หรือลัง
- กล่องที่เปิดแล้วต้องจัดการอย่างไร
- อนุญาตให้หยิบเต็มกล่องและแตกกล่องหรือไม่
- สินค้าหนึ่งรายการมีหลาย Barcode ได้หรือไม่
- ระบบต้องแปลงหน่วยอัตโนมัติในขั้นตอนใดบ้าง
3. รองรับกระบวนการ Inbound ตั้งแต่ Order ถึง Putaway
ความถูกต้องของสต๊อกเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนรับสินค้า ระบบควรรองรับการสร้าง Inbound Order จากหลายช่องทาง เช่น
- บันทึกข้อมูลโดยตรงในระบบ WMS
- นำเข้าข้อมูลจากไฟล์
- รับข้อมูลจาก ERP
- รับข้อมูลจากระบบจัดซื้อ
- รับสินค้าคืนจากลูกค้า
- รับสินค้าจากฝ่ายผลิต
ข้อมูลใน Inbound Order ควรครอบคลุม Supplier, Purchase Order, Item, UOM, Quantity, Lot Number วันผลิต และวันหมดอายุ
ระบบควรรองรับกรณี Partial Receive หรือผู้ขายส่งสินค้าไม่ครบตาม Order รวมถึงสามารถพิมพ์ Barcode Label และแนะนำตำแหน่งจัดเก็บสินค้าแบบ Putaway ได้
Scenario ที่ควรให้ผู้ขายสาธิต
- รับสินค้าที่มี Lot และวันหมดอายุ
- รับสินค้าไม่ครบตาม Purchase Order
- รับสินค้าเกินจำนวนที่สั่ง
- พิมพ์ Barcode Label หลังรับสินค้า
- สแกน Item ผิด
- สแกน Location ผิด
- Putaway สินค้าไปยัง Zone ที่กำหนด
- ยกเลิกหรือแก้ไขรายการรับสินค้า
อย่าดูเพียงหน้าจอ Presentation ควรทดสอบขั้นตอนจริงโดยใช้งาน Barcode Scanner หรือ Android PDA ร่วมด้วย
4. มีระบบ Inventory Control ระหว่างที่สินค้าอยู่ในคลัง
WMS ไม่ควรมีเพียงฟังก์ชันรับสินค้าและจ่ายสินค้า แต่ต้องควบคุมทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างที่สินค้าอยู่ในคลังด้วย
ฟังก์ชัน Inventory Control ที่ควรมี ได้แก่
Move
ใช้สำหรับย้ายสินค้าจาก Location ต้นทางไปยัง Location ปลายทาง โดยระบุสินค้า Lot และจำนวนที่ย้ายอย่างชัดเจน
Change Status
ใช้เปลี่ยนสถานะสินค้า เช่น
- Available
- Hold
- QC
- Damage
- Reject
- Expired
การแยกสถานะช่วยป้องกันไม่ให้สินค้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบหรือสินค้าชำรุดถูกนำไปจ่ายให้ลูกค้า
Adjustment
ใช้ปรับยอดสินค้าเข้าและออกตามเหตุผลที่กำหนด เช่น สินค้าสูญหาย สินค้าชำรุด หรือพบสินค้าส่วนเกิน
การ Adjustment ควรจำกัดสิทธิ์เฉพาะผู้รับผิดชอบ และต้องบันทึกว่าใครเป็นผู้ปรับยอด พร้อมระบุเหตุผลทุกครั้ง
Counting
ควรรองรับทั้ง
- Physical Count: การตรวจนับสินค้าทั้งคลัง
- Cycle Count: การแบ่งนับตามสินค้า พื้นที่ หรือรอบเวลา
ระบบควรสามารถสร้างแผนการนับ และให้พนักงานนับผ่าน PDA ได้ โดยผลการนับควรผ่านการตรวจสอบก่อนนำไปปรับยอดจริง เพื่อป้องกันข้อมูลที่นับผิดกระทบกับยอดคงเหลือทันที
5. ควบคุม Outbound ตั้งแต่ Release Order ถึง Confirm Ship
Outbound เป็นกระบวนการที่ส่งผลต่อลูกค้าโดยตรง หากหยิบผิด ส่งผิด หรือส่งสินค้าไม่ครบ ย่อมกระทบทั้งต้นทุนและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ
ระบบควรรองรับการสร้าง Outbound Order จาก WMS หรือรับข้อมูลจาก ERP จากนั้นจึง Release Order เพื่อจองสินค้า โดยกำหนดเงื่อนไขการเลือกสินค้าได้ เช่น
- FIFO: สินค้าที่เข้าก่อนให้ออกก่อน
- FEFO: สินค้าที่หมดอายุก่อนให้ออกก่อน
- Lot Number
- Location
- Inventory Status
- หน่วยนับของสินค้า
ระบบควรป้องกันไม่ให้พนักงานหยิบสินค้านอก Order หยิบผิด Lot หรือหยิบเกินจำนวน เมื่อหยิบเสร็จแล้วควรนำสินค้าไปพักใน Outbound Staging เพื่อให้ Checker ตรวจสอบก่อน Confirm Ship
Scenario ที่ควรทดสอบ
- หยิบสินค้าเต็มกล่อง
- หยิบสินค้าแบบแตกกล่อง
- หยิบตาม FIFO และ FEFO
- หยิบสินค้าไม่ครบตาม Order
- ยกเลิกการจองสินค้า
- ตรวจ Item, Lot และ Quantity ที่จุด Staging
- ยืนยันการจ่ายสินค้าออกจากคลัง
- ตรวจสอบย้อนหลังเมื่อพบว่าส่งสินค้าผิด
6. มี Transaction Log, Report และระบบกำหนดสิทธิ์
ระบบ WMS ต้องตอบคำถามต่อไปนี้ได้ ใครทำอะไร กับสินค้าใด ที่ตำแหน่งไหน จำนวนเท่าไร และดำเนินการเมื่อใด?
Transaction Log ควรบันทึกกิจกรรมสำคัญ เช่น
- Inbound Receipt
- Putaway
- Move
- Change Status
- Adjustment
- Counting
- Outbound Pick
- Checker
- Confirm Ship
รายงานพื้นฐานที่ควรมี ได้แก่
- รายงานรับสินค้า
- รายงานสินค้าคงเหลือ
- รายงาน Stock Card
- รายงานสินค้าตาม Lot
- รายงานวันหมดอายุ
- รายงานการเคลื่อนไหวสินค้า
- รายงานผลการตรวจนับ
- รายงานการหยิบสินค้า
- รายงานการจ่ายสินค้า
- Picking List
ระบบควรแบ่งสิทธิ์ผู้ใช้งานตามหน้าที่ เช่น Administrator, Receiving, Picker, Checker และ Inventory Controller เพื่อลดความเสี่ยงจากการแก้ไขข้อมูลโดยผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง
7. เชื่อมต่อกับ ERP และระบบเดิมได้
หากธุรกิจมี ERP โปรแกรมบัญชี ระบบขาย หรือ Order Management System อยู่แล้ว ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าระบบใดเป็นเจ้าของข้อมูลแต่ละประเภท
ตัวอย่างการแบ่งหน้าที่ ได้แก่
ERP ดูแล
- Item Master
- Supplier
- Customer
- Purchase Order
- Sales Order
- Invoice
WMS ดูแล
- Warehouse, Zone และ Location
- Inventory Movement
- Lot และสถานะสินค้า
- Receipt Confirmation
- Picking Confirmation
- Ship Confirmation
- Transaction ภายในคลัง
ก่อนตัดสินใจ ควรสอบถามว่าการเชื่อมต่อรองรับรูปแบบใด เช่น
- Excel
- CSV หรือ Text File
- Database
- Web Service
- API
การเชื่อมต่อระบบเป็นขอบเขตที่ต้องกำหนด Data Mapping รูปแบบข้อมูล ตารางเวลาการรับส่งข้อมูล วิธีจัดการ Error และผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของแต่ละระบบอย่างชัดเจน
8. ต้องทำ Demo และ Fit Gap ก่อนตัดสินใจ
การเลือก WMS จาก Presentation หรือรายการฟังก์ชันเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน ผู้ประกอบการควรจัด Workshop และให้ผู้ให้บริการสาธิตตาม Scenario การทำงานจริง
กระบวนการที่ควรนำมาทดสอบ ได้แก่
- สร้าง Inbound Order
- รับสินค้าที่มี Lot
- พิมพ์ Barcode Label
- Putaway สินค้า
- Move สินค้า
- Change Status
- สร้าง Outbound Order
- Release Order ตาม FIFO หรือ FEFO
- Picking
- Checker
- Confirm Ship
- ตรวจสอบ Transaction Log
- สร้าง Count Plan
- ตรวจนับสินค้าผ่าน PDA
หลังการสาธิต ควรแบ่ง Requirement ออกเป็น 5 กลุ่ม
| ประเภท | ความหมาย |
|---|---|
| Standard Function | ระบบรองรับอยู่แล้ว |
| Configuration | รองรับโดยการตั้งค่าระบบ |
| Change Request | ต้องพัฒนาหรือแก้ไขเพิ่มเติม |
| Interface | ต้องเชื่อมต่อกับระบบภายนอก |
| Not Supported | ระบบยังไม่รองรับ |
การทำ Fit Gap ช่วยให้ SME มองเห็นต้นทุนที่แท้จริง ลดปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกัน และสามารถแบ่งโครงการออกเป็น Phase ได้อย่างเหมาะสม
WM3 Warehouse Management System เหมาะกับ SME อย่างไร?
WM3 เป็นระบบ Warehouse Management System ที่ครอบคลุมกระบวนการหลักภายในคลังสินค้า ตั้งแต่การกำหนด Warehouse, Zone, Location, Item และ Multiple UOM ไปจนถึงกระบวนการ Inbound, Putaway, Inventory Control, Counting, Outbound และ Transaction Log
ฟังก์ชันหลักประกอบด้วย
- Warehouse, Zone และ Location Management
- Item Master และ Multiple UOM
- Inbound Order
- Lot Control
- Barcode Label
- Putaway
- Move
- Change Status
- Adjustment
- Physical Count และ Cycle Count
- Outbound Order
- FIFO และ FEFO
- Picking
- Outbound Staging
- Checker
- Confirm Ship
- Transaction Log
- Report
- User Permission
ระบบส่วนสำนักงานใช้งานผ่าน Web Application ส่วนงานปฏิบัติการภายในคลังสามารถทำงานผ่าน Android PDA ช่วยลดการคีย์ข้อมูลซ้ำ เพิ่มความถูกต้องจากการสแกน Barcode และบันทึกกิจกรรม ณ จุดปฏิบัติงานจริง
WM3 ยังสามารถเชื่อมต่อกับ ERP หรือระบบเดิมขององค์กรตามขอบเขต Interface ที่ตกลงร่วมกันได้
แนวทางเริ่มใช้ WM3 สำหรับธุรกิจ SME
SME ไม่จำเป็นต้องเริ่มใช้ทุกฟังก์ชันพร้อมกัน สามารถแบ่งการดำเนินงานเป็น Phase เพื่อลดความเสี่ยงได้
Phase 1: ควบคุมกระบวนการพื้นฐาน
- Warehouse, Zone และ Location
- Item และ UOM
- Inbound
- Putaway
- Inventory Control
- Counting
- Outbound
- Transaction Log
Phase 2: เชื่อมต่อระบบเดิม
- ERP Interface
- Purchase Order Interface
- Sales Order Interface
- Receipt Confirmation
- Ship Confirmation
Phase 3: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- QC Process
- Wave Picking
- Packing
- Dashboard
- การจัดการตามเงื่อนไขเฉพาะ
- รายงานเพิ่มเติมสำหรับผู้บริหาร
การเริ่มต้นด้วย Standard Function ที่จำเป็นก่อน ช่วยควบคุมงบประมาณ ลดความซับซ้อน และทำให้ผู้ใช้งานเรียนรู้ระบบได้ง่ายขึ้น
ตาราง Checklist เลือกระบบ WMS สำหรับ SME
| หัวข้อที่ต้องตรวจสอบ | คำถามที่ควรถาม |
|---|---|
| Warehouse Structure | รองรับหลายคลัง หลาย Zone และหลาย Location หรือไม่ |
| Item Master | รองรับ Barcode, Lot, Serial และวันหมดอายุหรือไม่ |
| Multiple UOM | รับเป็นกล่องและจ่ายเป็นชิ้นได้หรือไม่ |
| Inbound | รองรับ Partial Receive และ Return หรือไม่ |
| Putaway | ระบบแนะนำตำแหน่งจัดเก็บได้หรือไม่ |
| Inventory Control | รองรับ Move, Hold, QC, Damage และ Adjustment หรือไม่ |
| Counting | รองรับ Physical Count และ Cycle Count หรือไม่ |
| Outbound | รองรับ FIFO, FEFO และ Lot Picking หรือไม่ |
| Checker | มีจุดตรวจสอบก่อน Confirm Ship หรือไม่ |
| Transaction Log | ตรวจสอบได้หรือไม่ว่าใครทำรายการ |
| Permission | แบ่งสิทธิ์ตามตำแหน่งงานได้หรือไม่ |
| Report | มีรายงานสต๊อก Lot วันหมดอายุ และ Movement หรือไม่ |
| Barcode/PDA | รองรับการปฏิบัติงานผ่าน Android PDA หรือไม่ |
| ERP Interface | เชื่อมต่อ ERP หรือโปรแกรมบัญชีได้อย่างไร |
| Demo/Fit Gap | สามารถสาธิตด้วยข้อมูลและ Scenario จริงได้หรือไม่ |
| Support | มีทีมติดตั้ง อบรม และบริการหลังการขายหรือไม่ |
WMS ที่เหมาะสมต้องใช้งานได้จริงและขยายต่อได้
การเลือกระบบ WMS ที่เหมาะกับ SME ไม่ได้หมายถึงการเลือกระบบที่มีฟังก์ชันมากที่สุด แต่ควรเลือกระบบที่สามารถรองรับกระบวนการหลักของคลังสินค้าได้ครบ ใช้งานหน้างานได้จริง ตรวจสอบย้อนหลังได้ และสามารถขยายเพิ่มเติมเมื่อธุรกิจเติบโต
ก่อนตัดสินใจควรทำ Workshop และ Fit Gap ร่วมกับผู้ให้บริการ เพื่อแบ่งให้ชัดเจนว่าความต้องการใดเป็น Standard Function, Configuration, Change Request หรือ Interface
หากกระบวนการหลักขององค์กรสอดคล้องกับฟังก์ชันมาตรฐานของ WM3 ระบบจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับ SME ที่ต้องการเปลี่ยนจากการควบคุมคลังแบบ Manual ไปสู่การบริหารข้อมูลที่เป็นระบบ ลดความผิดพลาด และเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ WMS สำหรับ SME
WMS ย่อมาจากอะไร?
WMS ย่อมาจาก Warehouse Management System หมายถึงระบบที่ใช้บริหารและควบคุมกระบวนการภายในคลังสินค้า ตั้งแต่รับสินค้า จัดเก็บ เคลื่อนย้าย ตรวจนับ หยิบ และจ่ายสินค้า
ระบบ WMS ต่างจากโปรแกรมสต๊อกอย่างไร?
โปรแกรมสต๊อกทั่วไปมักเน้นการบันทึกยอดรับเข้าและจ่ายออก ส่วน WMS ควบคุมรายละเอียดการปฏิบัติงานภายในคลัง เช่น Zone, Location, Lot, Putaway, Picking, Counting และประวัติการเคลื่อนไหวสินค้า
ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ WMS หรือไม่?
ธุรกิจขนาดเล็กควรพิจารณา WMS เมื่อเริ่มมีสินค้า คำสั่งซื้อ หรือผู้ปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น และพบปัญหายอดสต๊อกไม่ตรง หาสินค้าไม่พบ หยิบผิด หรือใช้เวลาตรวจนับนาน
WMS รองรับการควบคุม Lot และวันหมดอายุหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับระบบที่เลือก ระบบ WMS ที่เหมาะกับธุรกิจอาหาร ยา เครื่องสำอาง และชิ้นส่วนการผลิตควรรองรับ Lot Number วันผลิต วันหมดอายุ รวมถึงการหยิบสินค้าแบบ FIFO และ FEFO
WMS ใช้งานร่วมกับ Barcode ได้อย่างไร?
ระบบสามารถใช้ Barcode ระบุสินค้า Lot พาเลท และ Location พนักงานจึงสามารถสแกนเพื่อตรวจสอบความถูกต้องระหว่างรับ จัดเก็บ ย้าย นับ และหยิบสินค้าได้
ระบบ WMS เชื่อมต่อ ERP ได้หรือไม่?
WMS สามารถเชื่อมต่อ ERP ได้ตามความสามารถของแต่ละระบบและขอบเขตโครงการ โดยอาจเชื่อมต่อผ่านไฟล์ Excel, CSV, Database, Web Service หรือ API
ระบบ WMS ราคาเท่าไร?
ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้งาน จำนวนคลัง ฟังก์ชัน อุปกรณ์ Barcode ขอบเขตการเชื่อมต่อ ERP การปรับแต่งระบบ และบริการติดตั้ง จึงควรทำ Requirement และ Fit Gap ก่อนประเมินราคา
การติดตั้ง WMS ใช้เวลานานเท่าไร?
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคลัง คุณภาพของข้อมูลเดิม จำนวน Interface และขอบเขตการปรับแต่ง ระบบที่เริ่มจาก Standard Function มักติดตั้งและนำไปใช้งานได้ง่ายกว่าระบบที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมจำนวนมาก
WM3 เหมาะกับธุรกิจประเภทใด?
WM3 เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการควบคุมการรับ จัดเก็บ เคลื่อนย้าย นับ หยิบ และจ่ายสินค้าอย่างเป็นระบบ เช่น ธุรกิจจัดจำหน่าย โรงงานผลิต อาหารและเครื่องดื่ม อะไหล่ ยานยนต์ อีคอมเมิร์ซ และคลังสินค้าทั่วไป
กำลังมองหาระบบ WMS สำหรับธุรกิจของคุณ?
OGA International พร้อมให้คำปรึกษา วิเคราะห์กระบวนการคลังสินค้า และจัดทำ Demo ระบบ WM3 Warehouse Management System ตาม Scenario การทำงานจริงขององค์กร
รองรับการทำงานร่วมกับ Barcode, Android PDA และการเชื่อมต่อ ERP ตามขอบเขตโครงการ เพื่อช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความถูกต้องของข้อมูล และตรวจสอบทุกกิจกรรมภายในคลังสินค้าได้อย่างเป็นระบบ
ติดต่อ OGA International
- Line Official: @ogagroup
- โทรศัพท์: 02-025-8888
- Website: www.oga.co.th
- Facebook: OGA International


